วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Social Media

      Social Media คือ

               


          คำว่า “Social” หมายถึง สังคม ซึ่งในที่นี้จะหมายถึงสังคมออนไลน์
          คำว่า “Media” หมายถึง สื่อ เช่นบทความ วีดีโอ เพลง รูปภาพ เรื่องราว หรือเนื้อหาอะไรบางอย่าง
Social Media หมายถึง สื่อสังคมออนไลน์ที่มีการตอบสนองความต้องการทางด้านการสื่อสาร ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งสามารถปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกันได้ในสังคมออนไลน์ ในกลุ่มสมาชิก
         พื้นฐานการเกิด Social Media มาจากความต้องการของมนุษย์หรือคนเราที่ต้องการติดต่อสื่อสารหรือมีปฏิสัมพันธ์กัน จากเดิมเรามีเว็บในยุค 1.0 ซึ่งก็คือเว็บที่แสดงเนื้อหาเพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่สามารถติดต่อหรือโต้ตอบกันได้ แต่เมื่อเทคโนโลยีเว็บพัฒนาเข้าสู่ยุค 2.0 ก็มีการพัฒนาเว็บไซต์ที่เรียกว่า web application ซึ่งก็คือเว็บไซต์มีแอพลิเคชันหรือโปรแกรมต่างๆ ที่มีการโต้ตอบกับผู้ใช้งานมากขึ้น ผู้ใช้งานแต่ละคนสามารถโต้ตอบกันได้ผ่านหน้าเว็บ ซึ่งผู้ใช้หรือสมาชิกจะเป็นผู้สร้างสื่อหรือเนื้อหาขึ้นมาเอง social media จึงเป็นเสมือนแหล่งข้อมูลที่จะใช้เป็นแหล่งสื่อสารตอบสนองความต้องการซึ่งผู้ใช้สามารถตอบสนองกันได้

นำมาใช้ในการเรียนการสอน

 
                              
    
 

            การนำ Social Media  มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนนับเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญเพราะปัจจุบัน  Social  Media  ได้กลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างสื่อให้เกิดเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันในโลกออนไลน์  ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเป็นช่องทางเข้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างง่ายและสะดวกรวดเร็วสามรถเข้าถึงของกันและกันได้



ที่มา   http://www.marketingoops.com/digital/social-media/what-is-social-media/

Video conference



                Video  Conference  คือ

               ระบบ Video Conference นี้ จะช่วยให้งานประชุมหรืองานการเรียน การสอนที่อยู่ต่างสถานที่กันในหลายจุดได้มาประชุมเสมือนอยู่ในห้อง เดียวกัน มีประธานในการประชุม สามารถ share งานต่างๆ ในแต่ละจุดให้เห็นเหมือนกัน เสนอผ่านความเห็นต่างๆ ได้ เช่น การ Share Whiteboard, PowerPoint, Worksheet เป็นต้น งานประชุมหรืองานการเรียนการสอน สามารถดำเนินไปได้ อย่างสะดวกรวดเร็ว ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย รวมทั้งเป็นการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
                              conference_setup1


               istytv.com    เราให้บริการระบบ Video Conference ผ่านระบบ Conference ของ Flash Media Server  พูดคุยเห็นหน้า ไม่เสียค่าโทรศัพท์ พูดคุยกันได้ทั่วโลก ไม่ต้องลงโปรแกรมอะไรทั้งนั้น เพียงแต่ท่านมีเว็บ  Browser ก็สามารถที่จะใช้งาน ระบบ Video Conference ได้แล้ว หรือจะใช้งานเป็นการเรียนการสอนผ่าน internet ทางไกลก็สามารถทำได้ หรือใช้งาน Video Conference  การอบรบต่างๆในหน่วยงานของท่าน โดยไม่ต้องเสียเวลา เสียค่ารถ ในแต่ละครั้งเมื่อมีการอบรบ ทาง istytv.com มีบริการระบบ Video Conference เพื่อลดปัญหาด้านเวลา ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ระบบของเราลดค่าใช้จ่ายต่างๆนั้นได้
            
                avchat2_screenshot_0006_layer8_medium


ค่าบริการ
ราคา conference
package 1
package 2
package 3
จำนวนผู้ร่วมประชุม
3 คน
5 คน
10 คน
Bit Rate (Kbps)
unlimited
unlimited
unlimited
Bandwidth
unlimited
unlimited
unlimited
Admin System
Yes
Yes
Yes
ค่าบริการราย 1 เดือน
600 ฿
900 ฿
1500 ฿
ค่าบริการราย 6 เดือน
3500 ฿
5000 ฿
8000 ฿
ค่าบริการราย 12 เดือน
6500 ฿
9500 ฿
15000 ฿


           รู้จักกับ Video Conference
             การประชุมทางไกล (Videoconferencing) เป็นเทคโนโลยีรูปแบบหนึ่งของความร่วมมือองค์กร ในการใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารระยะไกล ที่ลดเวลา ลดต้นทุนงบประมาณ การสื่อสารในปัจจุบัน ช่วยให้การดำเนินชีวิตคนเรามีความสะดวก สบายมากขึ้น ปัจจุบันผู้บริหารหน่วยงานต่างๆ ที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศสามารถประชุมกันได้ โดยไม่ต้องมาเข้าห้องประชุมที่เดียวกัน

 videoconference
          ความหมาย
            การประชุมทางไกล (Videoconference) คือ การนำเทคโนโลยีสาขาต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ กล้องโทรทัศน์ และระบบสื่อสารโทรคมนาคมผสมผสาน เป็นการประชุมที่ผู้เข้าร่วมประชุมอยู่กันคนละสถานที่ ไม่จำกัดระยะทาง สามารถประชุมร่วมกันและมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกันได้ การส่งข้อความและภาพสามารถส่งได้ทั้งทางสายโทรศัพท์ คลื่นไมโครเวฟ สายไฟเบอร์ออฟติกของระบบเครือข่าย และการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม โดยการบีบอัดภาพ เสียงและข้อความ กราฟิกต่างๆ ไปยังสถานที่ประชุมต่างๆ ทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถเห็นภาพและข้อความต่างๆ เพื่ออภิปรายร่วมกันได้เพื่อสนับสนุนในการประชุมให้มีประสิทธิภาพ
atit_venus
            ความสำคัญ
               Video conference หรือการประชุมทางไกล ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนหรือกลุ่ม คน ซึ่งอยู่กันคนละสถานที่ สามารถติดต่อกันได้ทั้งภาพและเสียง โดย ผ่านทางจอภาพซึ่งอาจเป็นคอมพิวเตอร์หรือโทรทัศน์ ผู้ชมที่ฝั่งหนึ่งจะเห็นภาพของอีกฝั่งหนึ่งปรากฏอยู่บนจอโทรทัศน์ของ ตัวเองและ ภาพของตัวเองก็จะไปปรากฏยังโทรทัศน์ของฝั่งตรงข้ามเช่นเดียวกัน คุณภาพของภาพและเสียงที่ได้จะขึ้นอยู่กับความเร็วของช่องทางสื่อสารที่ ใช้เชื่อมต่อระหว่างทั้งสองฝั่งอุปกรณ์ที่ต้องมีในระบบประชุมทางไกลนี้ ก็ ได้แก่ จอโทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์, ลำโพง,ไมโครโฟน, กล้อง และอุปกรณ์ Codec ซึ่งเป็นตัวเข้ารหัสสัญญาณภาพและเสียงที่ได้จากกล้องและไมโครโฟนส่ง ผ่านเส้นทางสื่อสารไปยังอีกฝั่งหนึ่ง รวมถึงถอดรหัสสัญญาณที่ได้รับ มาอีกฝั่งให้กลับเป็นสัญญาณภาพและเสียงแสดงบนจอและลำโพงนั่นเองเส้นทางสื่อสารขนาด 384 Kbps ขึ้นไปก็สามารถให้คุณภาพภาพในระดับที่ยอมรับได้ โดยอาจใช้ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ISDN หรือ ATM เป็นต้น ข้อดีของการประชุมทางไกล คือ สามารถให้ความสะดวกในการติดต่อสื่อสารกัน ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งจะประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย และยังช่วยแก้ปัญหาจราจรได้ทางหนึ่ง
             การใช้งานตามวัตถุประสงค์
                                                   

      ในปัจจุบัน สำนักคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาการใช้งานระบบ Video Conferencing โดยแบ่งตามวัตถุประสงค์ออกเป็น 3 ประเภท คือ
-   การใช้ระบบ Video Conferencing สำหรับการประชุมข้ามวิทยาเขต ข้ามหน่วยงาน- การใช้ระบบ Video Conferencing สำหรับการเรียนการสอนทางไกล (Distance Learning)
-   การใช้ระบบ Video Conferencing สำหรับการสอบวิทยานิพนธ์ข้ามประเทศ
นอกจากนี้ระบบ Video Conferencing ยังมีคุณสมบัติพิเศษอื่นๆ อีก อาทิ

Transfer File รับ-ส่ง แฟ้มข้อมูลเช่น MS Word หรือ MS Excel เป็นต้น

โต้ตอบ ด้วยการเขียนผ่าน White Board ของโปรแกรม

เปิด Share desktop เพื่อดู Presentation ได้พร้อม ๆ กัน

         นำมาใช้ในการเรียนการสอน
ไม่ว่าเราจะอยู่ไกลแค่ไหนเราก็  สามารถเรียนผ่านระบบ  Video conference นี้ได้สะดวกต่อการรับข่าวสาร

 

  

Tablet



Tablet  คือ


แท็บเล็ต (Tablet) คือ อะไร ???

               หลายๆคนพอพูดถึง "แท็บเล็ต - Tablet" แล้วอาจจะงงว่ามันคืออะไร ?? แต่ถ้าพูดว่า iPad, Samsung Galaxy Tab แล้วล่ะก็ต้องร้อง อ๋อ กันแน่นอนซึ่ง iPad และ Samsung Galaxy Tab นั้นจริงๆแล้วเป็นเพียงแค่ชื่อรุ่นเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้วตัวเครื่องเหล่านี้จะเรียกกันว่า "แท็บเล็ต - Tablet"
            "แท็บเล็ต - Tablet" ในความหมายแท้จริงแล้วก็คือแผ่นจารึกที่เอาไว้บันทึกข้อความต่างๆโดยการเขียน (อาจจะเป็นกระดาษ, ดิน, ขี้ผื้ง, ไม้) และมีการใช้กันมานานแล้วในอดีต แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาคอมพิวเตอร์ที่ใช้แนวคิดนี้ขึ้นมาแทนที่ซึ่งมีหลายบริษัทได้ให้คำนิยามที่แตกต่างกันไป หลักๆแล้วก็มี 2 ความหมายด้วยกันคือ "แท็บเล็ต พีซี - Tablet PC (Tablet Personal Computer)" และ "แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ - Tablet Computer" หรือเรียกสั้นๆว่า "แท็บเล็ต - Tablet"
             แท็บเล็ต พีซี - Tablet PC (Tablet personal computer)
"แท็บเล็ต พีซี - Tablet PC (Tablet personal computer)" คือ "เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่สามารถพกพาได้และใช้หน้าจอสัมผัสในการทำงานเป็นอันดับแรก ออกแบบให้สามารถทำงานได้ด้วยตัวมันเอง" ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากหลังจากทาง Microsoft ได้ทำการเปิดตัว Microsoft Tablet PC ในปี 2001 แต่หลังจากนั้นก็เงียบหายไปและไม่เป็นที่นิยมมากนัก 
           "แท็บเล็ต พีซี - Tablet PC" ไม่เหมือนกับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือ Laptops ตรงที่อาจจะไม่มีแป้นพิมพ์ในการใช้งาน แต่อาจจะใช้แป้นพิมพ์เสมือนจริงในการใช้งานแทน (มีแป้นพิมพ์ปรากฎบนหน้าจอใช้การสัมผัสในการพิมพ์) "แท็บเล็ต พีซี - Tablet PC" ทุกเครื่องจะมีอุปกรณ์ไร้สายสำหรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและระบบเครือข่ายภายใน

                                                       

แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ - Tablet Computer หรือ แท็บเล็ต - Tablet
              "แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ - Tablet Computer" หรือเรียกสั้นๆว่า "แท็บเล็ต - Tablet" คือ "เครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้ในขณะเคลื่อนที่ได้ขนาดกลางและใช้หน้าจอสัมผัสในการทำงานเป็นอันดับแรก มีคีย์บอร์ดเสมือนจริงหรือปากกาดิจิตอลในการใช้งานแทนที่แป้นพิมพ์คีย์บอร์ด และมีความหมายครอบคลุมถึงโน๊คบุ๊คแบบ convertible ที่มีหน้าจอแบบสัมผัสและมีแป้นพิมพ์คีย์บอร์ดติดมาด้วยไม่ว่าจะเป็นแบบหมุนหรือแบบสไลด์ก็ตาม"  
             ซึ่งทางบริษัท Apple ผู้ผลิต "ไอแพด - iPad" ได้เรียกอุปกรณ์ของตัวเองว่าเป็น "แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ - Tablet Computer" เครื่องแรก
                                                                   

ความแตกต่างระหว่าง "แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ - Tablet computer" และ "แท็บเล็ต พีซี - Tablet PC"
             เริ่มแรก "แท็บเล็ต พีซี - Tablet PC" จะใช้หน่วยประมวลผลกลางหรือ CPU ที่ใช้สถาปัตยกรรม x86 ของ Intel เป็นพื้นฐานและมีการปรับแต่งนำเอาระบบปฏิบัติการหรือ OS ของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือ Personal Computer - PC มาทำให้สามารถใช้การสัมผัสในการทำงานได้ ตัวอย่างเช่น Windows 7 หรือ Ubuntu Linux แทนที่จะใช้แป้นพิมพ์คีย์บอร์ดหรือเมาส์ และเนื่องจากเป็นการรวมกันระหว่างระบบปฏิบัติการ Windows และหน่วยประมวลผลกลางหรือ CPU ของ Intel ทำให้มีคนเรียกกันว่า "Wintel"

             ต่อมาในปี 2010 ได้เกิดแท็บเล็ตที่แตกต่างจาก "แท็บเล็ต พีซี - Tablet PC" ขึ้นมาโดยไม่มีการยึดติดกับ Wintel แต่ไปใช้ระบบปฏิบัติการของโทรศัพท์เคลื่อนที่แทนนั่นก็คือ "แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ - Tablet Computer หรือเรียกสั้นๆว่า แท็บเล็ต - Tablet" ซึ่งจะใช้หน้าจอแบบ capacitive แทนที่ resistive ทำให้สามารถสัมผัสโดยการใช้นิ้วได้โดยตรงและสัมผัสพร้อมกันทีละหลายจุดได้หรือ multi-touch ประกอบกับการใช้หน่วยประมวลผลกลางหรือ CPU ที่ใช้สถาปัตยกรรม ARM แทนซึ่งสถาปัตยกรรม ARM นี้ทำให้แท็บเล็ตนั้นมีการใช้งานได้ยาวนานกว่าสถาปัตยกรรม x86 ของ Intel หลายๆคนคงจะรู้จักแท็บเล็ตตัวนี้กันเป็นอย่างดีนั้นก็คือ ไอแพด (iPad) นั้นเอง

ข้อดีข้อเสียของ Tablet ที่จะแจกนักเรียน ที่วิจารณ์กันอยู่จ้า
ข้อดีคือ
-  ทำให้เด็กไทยรุ่นใหม่ได้ก้าวทันเทคโนโลยีสมัยใหม่มากขึ้น และได้เรียนรู้ตั้งแต่อายุยังน้อยเพราะเมื่อแก่ตัวไปก็จะสายเกินกว่าจะเรียนรู้แล้ว
-  เมื่อมีการนำหลักสูตรและตำราเรียนต่างๆมาใส่ไว้ใน Tablet ก็สามารถปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้เด็กได้เรียนรู้โปรแกรมใหม่ๆนอกเหนือจากในตำราเรียน
-  เป็นการพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีให้แก่เด็กเพื่อนำไปใช้ในการทำงาน และการประกอบอาชีพในอนาคต
-  มันใช้แทนกระดาษได้จ้า...เพราะต้นไม้ที่จะให้ทำกระดาษน่ะ มันไม่มีจะให้ตัดแล้ว
-  ช่วยกระตุ้นให้ครูที่หมดไฟทั้งหลาย เริ่มมองดูตัวเองให้มากขึ้น

ข้อเสียคือ
-  ข้อเสียที่สำคัญและเห็นได้ชัด คือ เมื่อเด็กใช้ Tablet ไปนานๆ มองหน้าจอนานๆก็จะส่งผลระยะยาวกับสายตาของเด็กคือ ทำให้สายตาเสียตั้งแต่อายุยังน้อยและอาจส่งผลไปเรื่อยๆในระยะยาว
-  เด็กในวัยนี้ถือว่ายังมีวุฒิภาวะที่ไม่เพียงพอที่จะดูแลรักษาของเหล่านี้ได้ อาจทำหายหรือเกิดความชำรุดเสียหายได้ และทำให้เกิดการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ
-  สิ่งที่เป็นปัญหาของเด็กไทยที่สำคัญเลยตอนนี้ก็คือปัญหาการติดเกมส์ และเมื่อมีการแจก Tablet ให้เด็กไป เด็กไว้นี้อาจจะนำไปใช้ในทางที่ผิดคือนำไปเล่นเกมส์และนำไปเปิดเว็บที่ไม่เหมาะสมได้
-  ปัญหาอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในประเทศไทยของเรายังไม่มีการปล่อย wifi ในทั่วประเทศ เมื่อรัฐบาลจะแจกให้กับเด็กทั่วประเทศ ก็จะไม่มีการออนไลน์ก็เหมือนกับเด็กได้เรียนรู้เท่าเดิม คือแค่ได้เรียนในตำราเรียนที่ย่อลงไปใน Tablet ไม่ได้มีความรู้เพิ่มเติมจากโลกออนไลน์เลย